fbpx

รถยนต์รู้อารมณ์ เพื่อนร่วมทางคนใหม่ที่เข้าใจคุณ

           ในแต่ละวันเราเชื่อทีเดียวว่า คุณหลายๆ คนอาจต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในรถมากพอๆ กับที่ทำงานหรือที่บ้านเลย ไหนจะเวลาเดินทางไป-กลับบ้านกับที่ทำงาน ไม่ต่ำกว่า 2-5 ชั่วโมงต่อวัน บางคนอาจมากกว่านั้น ไหนจะต้องขับรถไปพบลูกค้า ออกไปประชุม นัดรับบรีฟงาน เรียกว่าแทบจะใช้ชีวิตอยู่ในรถเลยก็ว่าได้

           จะดีแค่ไหน ถ้าคุณมีรถยนต์เป็นเพื่อนคู่ใจที่รับรู้อารมณ์ได้ ไม่ต่างอะไรกับเจ้า Herbie รถยนต์พูดได้จากหนังเรื่อง Herbie Fully Loaded หรือเจ้า Bubble Bee รถกู้โลกคันสีเหลืองจากเรื่อง Transformer และยิ่งไปกว่านั้นคือ มันพร้อมที่จะเข้าอกเข้าใจคุณ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงแล้ว ด้วยการพัฒนาของสตาร์ทอัพ Affectiva ที่บ่มเพาะฝีมือมาจากสถาบัน MIT Media Lab ในสหรัฐอเมริกา โดยจะทำการติดตั้งอัลกอริทึ่มของ Affectiva ในรถยนต์ โดยใช้ Deep Learning ที่ทำงานผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อ คือ กล้อง คอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน และซอฟท์แวร์ โดยทำการติดตั้งไว้ภายในห้องโดยสาร

           วิธีการทำงานคือ เซนเซอร์ของกล้องจะจับภาพเคลื่อนไหวจากสีหน้าของคนขับ จากนั้น Affectiva Automotive AI จะทำการวิเคราะห์ประมวลผลออกมาได้ว่าคนขับอยู่ในอารมณ์ไหน และมีท่าทางเป็นอย่างไร เช่น เลิกคิ้ว กระพริบตา หรืออ้าปาก โดยใช้เครื่องตรวจจับใบหน้าคอยจับความรู้สึกหรือความเคลื่อนไหวบนใบหน้าแล้วบันทึกไว้โดยใช้เซ็นเซอร์ (RGB หรือ Near-IR) เพื่อทำการวิเคราะห์ใบหน้าในระดับพิกเซลเพื่อจำแนกการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ ทันทีที่คนขับมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ จะมีเสียงเตือนขึ้นมาให้ตื่นตัวทันที เพื่อให้คนขับโฟกัสในการขับขี่ เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือถ้าคนขับกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ เพลย์ลิสต์เพลงจะถูกเล่นโดยอัตโนมัติ ช่วยกล่อมให้คนขับใจเย็นลงนั่นเอง ในขณะที่เครื่องตรวจจับเสียงจะทำงานเมื่อคนขับรถเริ่มต้นพูด AI ก็จะเริ่มวิเคราะห์หลังจาก 1.2 วินาทีแรกที่พูด ก็จะเริ่มส่งเสียงไปยังเครือข่าย Deep Learning เพื่อทำการคาดการณ์อารมณ์หรือสถานการณ์ที่พูด ซึ่งข้อมูลที่ได้นั้นจะไม่ถูกส่งไปเก็บไว้ที่ระบบคลาวด์แต่จะถูกนำมาประมวลใช้แค่เพียงภายในรถยนต์เท่านั้น

           ในอนาคตเราอาจได้เห็นอุปกรณ์อื่นๆ รอบตัวที่สามารถหยั่งรู้อารมณ์ของเราได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์อาจจับความรู้สึกว่าคุณกำลังอารมณ์เสีย แล้วแนะนำไม่ให้คุณรับสายก็เป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในในวงการบันเทิงเองก็นำมาประยุกต์ใช้เช่นกัน อย่างในการทดสอบภาพยนตร์โฆษณา เพื่อดูว่าผู้ชมชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนั้น หรือกรณีที่โรงละคร Teatremei Club ในสเปน ร่วมมือกับเอเจนซี The Cyranos McCann พัฒนาระบบที่เรียกว่า Pay Per Laugh คือโรงละครจะไม่คิดค่าเข้าขมแต่จะเก็บเงินจากการหัวเราะ โดยใช้แท็บเล็ตที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของผู้ชม คอยจับความเคลื่อนไหวของใบหน้า คิดค่าหัวเราะ/ยิ้ม ครั้งละ 0.30 ยูโร (ประมาณ 12 บาท) แต่จะเก็บสูงสุดที่ 24 ยูโร (ประมาณ 980 บาท) รวมไปถึงการนำมาพัฒนาใช้กับเด็กทออทิสติกเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ของพวกเขาที่สื่อสารด้านอารมณ์ไม่เก่ง น่าติดตามและจับตาดูพัฒนาการเมื่อเริ่มใช้งานจริง

By |2019-08-06T17:34:37+00:00มิถุนายน 21st, 2019|บล็อก|